กระดานข่าววัดดอน
   
0052 : จากคุณ webmaster   [49.49.249.196]   04 Aug 2016 - 07:02   [4 คำตอบ]

ประวัติเจ้าอาวาสวัดดอน


http://watdon.net/indexsub.php?subdetail=featuredetail&q_id=157

1. webmaster     [49.49.249.196]     04 Aug 2016 - 07:03

ประวัติเจ้าอาวาสวัดดอน

2. webmaster     [49.49.251.29]     06 Aug 2016 - 12:30

วัดดอน สมัยพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙) 
ครั้นการพระราชทานเพลิงศพ พระครูกัลยาณวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดดอน และเจ้าคณะตำบลวัดพระยาไกร ผ่านพ้นไปแล้ว พระมหาวิลาศ ญาณวโร ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนสืบต่อมา เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๐๙
เจ้าอาวาสวัดดอนองค์นี้มิใช่ชาวทวายเหมือนกับเจ้าอาวาสวัดดอนรูปก่อน ๆ แต่เป็นชาวไทย ชาติภูมิเดิมอยู่จังหวัดกาญจนบุรี มีประวัติที่ควรจะเล่าไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบดังนี้
นามเดิม วิลาศ นามสกุล ทองคำ บิดานามว่า นายบัว ทองคำ มารดานามว่า นางยม ทองคำ เกิดเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๗ ณ บ้านอุโลกสี่หมื่น ตำบลอุโลกสี่หมื่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี

3. webmaster     [49.49.248.192]     06 Aug 2016 - 23:56

วัดดอนสมัยพระครูกัลยาณวิสุทธิ์

 ครั้นท่านปู่จั่นหรือท่านใหญ่ ถึงมรณภาพล่วงลับไป ด้วยความอาลัยยิ่งของปวงชนชาววัดดอนบ้านทวายทั้งหลายแล้ว ทางการคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งให้พระครูกัลยาณวิสุทธิ์ เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนสืบมา ท่านพระครูกัลยาณวิสุทธิ์นี้ก็มีชาติกำเนิดสืบเชื้อสายมาแต่ชาวทวาย และมีปสูติกาลที่บ้านทวายเหมือนกัน ประวัติโดยสังเขปของท่านมีดังต่อไปนี้....

พระครูกัลยาณวิสุทธิ์ มีนามเดิมว่า กึ๋น กำเนิดเมื่อวันพุธที่ ๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๓๔ ตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ ที่ตำบลบ้านทวาย อำเภอยานนาวา จังหวัดพระนคร

ตอนปฐมวัย ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนประถมพิเศษยานนาวา แล้วเข้ารับราชการเป็นทหารมียศเป็นสิบตรี ออกจากทหารเข้ารับราชการกรมศุลการักษ์ พออายุ ๒๘ ปี ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดดอน ตำบลบ้านทวาย อำเภอยานนาวา จังหวัดพระนคร โดยมี

พระอุปัชฌาย์จั่น เจ้าอาวาสวัดดอนเป็นพระอุปัชฌาย์

พระอาจารย์สุ่น วัดดอนเป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระครูสังฆวิธาน วัดสวนพลูเป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้รับฉายาว่า วิสุทฺโธ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๒

ครั้นอุปสมบทแล้ว ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย เท่าที่สามารถจักศึกษาได้ในสมัยนั้นจนมีความรู้พอสมควร ต่อมาเมื่อท่านใหญ่หรือท่านปู่จั่น ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์และเจ้าอาวาส ถึงแก่มรณภาพก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนสืบแทนต่อไป ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นสมภารเจ้าวัดดอนอยู่นี้ ก็พยายามปฏิบัติศาสนกิจในหน้าที่ด้วยดี โดยมีหน้าที่และสมณะศักดิ์ที่ได้รับ ตามลำดับดังต่อไปนี้

พระพุทธศักราช ๒๔๘๓ ได้รับความกรุณาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ให้เปลี่ยนนามใหม่จากพระครูกึ๋น วิสุทฺโธ เป็นพระครูกัลยาณวิสุทธิ์ ปรากฏตามอักษรจารึกในโล่ห์เงิน ซึ่งทรงประทานให้มีข้อความดังนี้

 

วัดสุทัศนเทพวราราม

วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๔๘๓

ขอเปลี่ยนนามให้พระครูกึ๋น วิสุทฺโธ

เจ้าอาวาสวัดดอน ใหชื่อว่ากัลยาณวิสุทโธ

ขอให้จงมีอายุ วรรณะ สุขะ พละเทอญ


4. webmaster     [49.49.247.223]     14 Aug 2016 - 23:20

สิ่งมหัศจรรย์ที่คงอยู่

 

ก่อนจะได้เล่าต่อไป ก็ใคร่ขอเล่าถึงความมหัศจรรย์บางประการของพระแท่นศิลาอาสน์แห่งนี้ให้ท่านผู้อ่านที่สนใจได้ทราบไว้บ้างสักเล็กน้อย ณ ที่พระแท่นศิลาอาสน์นี้ ท่านที่ไปชมจะได้เห็นพวงระย้าทำด้วยทองลงหิน มีลักษณะบางอย่างคล้ายหลอดไม้รวก มีประมาณ ๗-๘ หลอด แขวนอยู่ตรงกลางแท่น และมีเชือกชักคล้ายจะเป็นสัญลักษณ์บอกถึงความจำนงอะไรสักอย่าง ในสถานศักดิ์สิทธิ์นี้ ทุกคนในคณะพรหมศาสตร์ที่ไป เริ่มสนใจต่อสิ่งแปลกนี้ และได้ผลัดเปลี่ยนกันทดลองเสี่ยงสัตย์อธิษฐานกันเป็นการใหญ่ เมื่อเสร็จจากการอธิษฐานก็ชักเชือกที่ติดอยู่กับพวงหลอดนั้นทันที ปรากฏว่ามีเสียงดังกังวานไพเราะ นั่นเป็นสัญลักษณ์บอกถึงการอธิษฐานของแต่ละบุคคล

หลวงพ่อวัดดอนได้อธิฐานชี้แจงถึงเรื่องที่มีเสียงดังกังวานอยู่นั้นให้ทราบโดยทั่วถึงกัน เป็นเรื่องที่น่าประหลาดอยู่ไม่น้อย และปรากฏภายหลังคำบอกเล่าของหลวงพ่อวัดดอนว่าพวงหลอดที่แขวนอยู่กลางพระแท่นนั้นเขาเรียกว่า “ระฆัง” เมื่อผู้ใดตั้งจิตอธิษฐานแล้วเสียงระฆังที่ดังได้ยินอยู่สิ้นสามารถ จะบอกถึงความปรารถนาของแต่ละบุคคลนั้นให้ทราบได้ หลวงพ่อวัดดอนท่านพอจะเข้าใจในสำเนียงของระฆังที่ดังอยู่นี้ได้ดี และท่านได้อธิบายได้ถูกต้องตรงกับคำอธิฐานของผู้ที่ชักระฆังทุกประการ เมื่อท่านได้ฟังเสียงระฆังที่คนชัก จึงเชื่อกันว่าระฆังนี้คงเป็นของศักดิ์สิทธิ์จริง เพราะทุกอย่างตรงตามเป้าหมายกับความปรารถนาในใจของผู้อธิษฐานทุกประการ

เรื่องขำอีกเรื่องหนึ่งที่ใคร่ขอนำมาเล่า ณ ที่นี้เพื่อเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ของท่านผู้อ่านบ้างเล็กน้อย ก็คือ หลังจากที่คณะพรหมศาสตร์ได้นมัสการพระแท่นศิลาอาสน์แล้วก็ได้กลับไปที่บรรณศาลาโล่ง ๆ หลังเดิมนั้น เพื่อจะได้อาศัยนอนตามสมควร แต่พระคุณท่านทั้งสองเห็นว่า ถ้าขืนให้คณะแสวงบุญพักอยู่ที่ศาลาหลังนี้จะไม่ดีแน่เพราะต้องอาบลมห่มฟ้ากันตลอดคืนอย่างแน่นอน อันเป็นเรื่องที่ท่านห่วงใยอยู่มาก พระคุณท่านทั้งสองได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับท่านสมภารเจ้าอาวาสวัดพระแท่น ซึ่งท่านก็ไม่ยอมให้พักบนกุฏิ ท่านกลับบอกให้พักผ่อนอยู่ที่ศาลาตามเดิม พระคุณทั้งสองได้สนทนากับเจ้าอาวาสอยู่จนใกล้สนธยา ท่านหลวงพ่อวัดดอนเห็นจะไม่เป็นการแน่แล้ว เพราะท่านสมภารไม่ยอมให้พักบนกุฏิ หลวงพ่อวัดดอนจึงใช้วาทศิลป์ชั้นเชิงนิดหน่อย โดยให้นามบัตรแก่เจ้าอาวาสวัดพระแท่นไว้เป็นที่ระลึก

ท่านผู้อ่านที่รัก คราวนี้ได้ผลเกินความคาดหมาย คือพอเจ้าอาวาสวัดพระแท่นอ่านนามบัตรของหลวงพ่อวัดดอนเสร็จแล้ว ท่านก็กุลีกุจอจัดการต้อนรับทันที และสอบถามหลวงพ่อวัดดอนว่า ญาติโยมที่มาด้วยกันทั้งหมดมีกี่คน หลวงพ่อวัดดอนก็แจ้งให้ทราบว่ามีหลายคน เมื่อท่านสมภารได้ยินเช่นนั้นก็ให้เรียกบรรดาญาติโยมทุกคนให้ขึ้นไปพักผ่อนอยู่บนกุฏิของท่านให้หมด และให้การต้อนรับปฏิสันถารเป็นอย่างดี พร้อมกับจัดหมอน ผ้าห่มให้คนละผืนสองผืน ซึ่งพระคุณของพระคุณทั้งสองในครั้งนี้ คณะพรหมศาสตร์ จะขอจดจำและนึกถึงอยู่เสมอไม่มีวันลืมตราบเท่าทุกวันนี้ มิฉะนั้นแล้วคณะพรหมศาสตร์ คงจะต้องนอนหนาวสั่นสะท้านกันตลอดคืนเป็นแน่ เพราะขนาดที่นอนอยู่ในกุฏิของท่านสมภารยังอดสั่นสท้านไม่หยุดหย่อนจนกว่าจะรุ่งสว่าง

๐๕.๕๐ แห่งวันใหม่ ( ๑๙ ม.ค. ๙๕) คณะพรหมศาสตร์ทุกคนก็ออกเดินทางกลับสู่สถานีรถไปอุตรดิตถ์โดยรถยนตร์โดยสารคันเดิมซึ่งนางลินได้สั่งให้คนขับมารับในตอนเช้าวันนี้

ในตอนเช้าตรู่ ๐๗.๐๐ น. พวกเราทั้งหมดก็ได้ไปขึ้นรถไฟเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดพิษณุโลกและได้พักค้างคืนที่บ้านพักรถไฟอีกคืนหนึ่ง

รุ่งขึ้น (๒๐ ม.ค.๙๕) คณะพรหมศาสตร์จึงได้ขึ้นรถไปสายพิษณุโลก-กรุงเทพฯ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า คณะพรหมศาสตร์จะกลับกรุงเทพฯเลยทีเดียว หากได้แวะลงเสียที่สถานีรถไปลพบุรี เพื่อไปเที่ยวและนมัสการพระพุทธบาทที่เขาวงพระจันทร์ ซึ่งอยู่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอโคกสำโรง

คณะพรหมศาสตร์ ได้มาถึงสถานีรถไฟลพบุรีเป็นเวลาใกล้เที่ยง บรรยากาศกำลังร้อนระอุไปทั่วทุกหนทุกแห่ง และกว่าคณะพรหมศาสตร์จะเลือกหารถประจำทางต่อไปสู่เขาวงพระจันทร์ได้ก็เป็นเวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น.เศษ รถยนต์ประจำทางวิ่งสิ้นเวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงเศษ ก็บรรลุถึงเขตลานวัดเขาวงพระจันทร์ ภาพปูชนียสถานที่จะแลเห็นได้ก่อนอื่น ณ ที่สถานที่นี้ คือ ศาลท่านเจ้าพ่อขุนด่าน ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า หลังจากนำรถเข้าสู่ลานวัดเขาวงพระจันทร์ หาที่จอดรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อวัดดอนจึงได้เลือกเอาศาลาใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นอยู่ใกล้ ๆ เชิงเขา ซึ่งท่านเห็นว่าปลอดภัยดีต่อการพักผ่อนหลับนอน ท่านจึงได้พาคณะแสวงบุญเข้าพักอาศัยในศาลาหลังนี้ชั่วคราว

ผู้เขียนใคร่ขอเล่าถึงเรื่องเขาวงพระจันทร์เพื่อประดับความรู้ท่านผู้อ่านบ้างเล็กน้อย ปูชนียสถานที่สำคัญสถานที่นี้ได้แก่ รอยพระพุทธบาท และรูปพระปฏิมากรต่าง ๆ บนยอดเขา มีทางที่ขึ้นสู่ยอดเขาทำเป็นบันไดคอนกรีตมีประมาณ ๓,๗๐๐ คั่น ภายในอาณาเขตของเขาลูกนี้ นอกจากจะมีรอยพระพุทธบาทแล้ว ยังมีถ้ำและวัดอีกด้วย ภายในระยะ ๓ ปี มีงานนมัสการพระพุทธบาทบนยอดเขาวงพระจันทร์ ๑ ครั้ง คือ กลางเดือน ๑

๐๒.๐๐ น. เศษ คืนนั้น อันเข้าเขตปัจฉิมยาม ในขณะที่ชาวคณะพรหมศาสตร์ ทุกคนกำลังนอนหลับสนิท ท่านหลวงพ่อวัดดอนได้ปลุกผู้ที่นอนอยู่ใกล้ ๆ กันท่านประมาณ ๒-๓ คน ให้ลุกขึ้นดูระหว่างกึ่งกลางของลูกเขา ที่ปกคลุมมืดมนไปด้วยกอไม้ไผ่ป่า และไม้รวกยากที่จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ด้วยสายตาเปล่าได้ แต่ในระดับของครั่งลูกเขา ท่ามกลางแห่งความมืดสนิทนั้นเอง ได้มองเห็นแสงไฟเป็นดวง ๆ จับกลุ่มเป็นหมู่ ๆ ผ่านไปเหนือยอดไม้เป็นระยะ ๆ ดูเป็นทิวแถบวูบวาบอัศจรรย์ยิ่งนัก ด้วยความสงสัย ชาวคณะพรหมศาสตร์จึงได้สอบถามท่านหลวงพ่อวัดดอนว่า ที่เป็นดวง ๆ และเป็นหมู่ ๆ เหมือนแสงไฟประดุจเพลิงนั่นคืออะไรกันแน่ ท่านหลวงพ่อวัดดอนได้ออกความเห็นและชี้แจงถึงเหตุที่มาว่า “ที่เห็นเป็นดวง ๆ และเป็นหมู่ ๆ เหมือนแสงไฟประดุจเพลิงนั่น เขาเรียกว่า “สังขวานร” มีรูปร่างคล้ายลิงใส่เสื้อแดง นุ่งกางเกงแดง สองมือถือคบเพลิง เหินไปมาอยู่เหนือยอดไม้มีหน้าที่รักษาด่านระหว่างครึ่งลูกเขา” คณะพรหมศาสตร์ทุกคนได้เฝ้าดูความอัศจรรย์เคลื่อนไหวของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่พอสมควร จึงเข้าหลับนอนต่อไป

อีกเรื่องหนึ่งอันเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใคร่ขอนำมาเล่า ณ ที่นี้เพื่อท่านผู้อ่านจะได้พิจารณาว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น จะมีความจริงเพียงไร เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่คุณเฉลิม ชูมณีรัตน์ ผู้หนึ่งในคณะพรหมศาสตร์ที่ได้เดินทางร่วมไปในครั้งนั้น ได้ประสบมากับตัวเอง เป็นผู้เล่าว่า

การพักผ่อนหลับนอนได้ผ่านพ้นไปเข้าสู่รุ่งอรุณ ทุกคนต้องตื่นลุกขึ้นจากที่นอนอันแสนผาสุก เตรียมตัวพร้อมที่จะขึ้นสู่ยอดเขาวงพระจันทร์ ในยามเช้าตรู่ของวันใหม่นี้ เมื่อพระคุณท่านทั้งสองและบรรดาชาวคณะแสวงบุญได้เตรียมตัวพร้อมเรียบร้อยแล้ว การเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาวงพระจันทร์ก็เริ่มขึ้น เมื่อเดินขึ้นไปประมาณครึ่งของลูกเขา นายบุญธรรม พงษ์รัตน์ ได้กล่าวขึ้นเป็นประโยคแรกกับท่านหลวงพ่อวัดดอนว่า

“หลวงพ่อครับ ทำไมถึงจะได้มะขามป้อมกินแก้คอแห้งสักหน่อย”

ระหว่างทางขึ้นเขานี้ ทุกคนคอแห้งไปตาม ๆ กัน เพราะความเหน็ดเหนื่อยอ่อนปะปนกับความร้อนระคนกันไป การแก้ความกระหายน้ำดูเหมือนเป็นสิ่งสำคัญในขณะนั้น ท่านหลวงพ่อวัดดอนกับท่านอาจารย์กำไล ได้ฟังนายบุญธรรม พงษ์รัตน์ เอ่ยถามขึ้นเช่นนั้น พระคุณทั้งสองก็หัวเราะ หลวงพ่อวัดดอนก็พูดขึ้นเป็นเชิงกล่อมใจขึ้นว่า

“รอสักประเดี๋ยว เดี๋ยวเขาก็เอามาให้เอง”

คำพูดของท่านหลวงพ่อวัดดอน ก่อให้เกิดความงงงันแก่คณะแสวงบุญไปตาม ๆ กัน และพากันสงสัยว่า “หลวงพ่อวัดดอนท่านพูดเล่นหรือพูดจริงกันแน่” เพราะทุกคนมองดู ตั้งแต่เชิงเขาที่ขึ้นผ่านมาไม่มีทางจะมีมะขามป้อมแม้แต่สักผลเดียว เพราะเป็นฤดูเดือน ๓ แม้แต่ใบไม้ยังร่วงจนโกร๋นบางต้น แต่ยังมิทันที่ชาวคณะแสวงบุญจะหายสงสัยในคำพูดของหลวงพ่อวัดดอน

ณ เบื้องหน้าจากที่สูง ร่าง ๆ หนึ่งกำลังเดินสวนทางลงมา เสียงร้องดังมาแต่ไกล

“มะขามป้อมค่ะ แจกมะขามป้อม”

เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาทุกที ร่างที่เห็นในระยะไกลก็ปรากฏชัดขึ้นในสายตา เป็นร่างของหญิงวัยกลางคน ตัดผมทรงดอกกระทุ่ม นุ่งผ้าถุงดำแบบพื้นเมืองอย่างชาวไร่หรือชาวป่านั่นเอง ค่อย ๆ เดินสวนลงมา ผ่านหน้านายเฉลิม ชูมณีรัตน์ ( ผู้เล่าเรื่องนี้)ไป และหยุดลงนั่งยกมือไหว้พระคุณท่านทั้งสอง นำเอามะขามป้อมเท่าที่มีอยู่ถวายจนหมด หลวงพ่อวัดดอนได้เอาผ้าที่ติดตัวไปด้วยรับมะขามป้อม

ทุกคนในคณะแสวงบุญต่างมองตากัน อ้าปากค้างจะทักถามก็ไม่มีเสียงผ่านจากลำคอสักคำเดียว เมื่อหญิงวัยกลางคนถวายมะขามป้อมเสร็จ แล้วก็เดินลงบันไดต่อไป ชั่วระยะห่างประมาณ ๓ เมตรเศษ ๆ หญิงวัยกลางคนก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา ทั้งที่แสงแดดออกจ้า ทำเอาทุกคนตกตลึง เพราะหญิงวัยกลางคนนั้นหายเข้าไปที่ข้างกอไม้ไผ่ข้างทางเดินนั่นเอง ทุกคนในคณะได้ซักถามหลวงพ่อวัดดอนเป็นการใหญ่ หลวงพ่อวัดดอนได้ชี้แจงว่า หญิงวัยกลางคนที่นำเอามะขามป้อมมาถวายนั้น คือมนุษย์กายทิพย์ เขาเรียกว่า ลับแลชาวเขา

เมื่อพูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาวงพระจันทร์นี้มีมายมาย ผู้เขียนไม่อาจสามารถที่จะนำมาเล่าสู่ให้ฟังได้ทั้งหมด ณ ที่นี้ แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่เชื่อกันว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาวงพระจันทร์นี้มีไม่น้อยกว่าที่อื่น ที่ได้เคยผ่านกันมามากต่อมากแล้ว แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้เป็นเรื่องของทิพย์กายทั้งสิ้น หรือเรียกว่า ผู้มีกายทิพย์นั่นเอง

การเดินขึ้นสู่ยอดเขาวงพระจันทร์สิ้นเวลาหลายชั่วโมงจึงถึงยอดเขา เมื่อหยุดพักผ่อนพอหายอ่อนเพลีย จึงได้พากันแยกย้ายไปนมัสการตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขานั้น ภัตตาหารเพลสำหรับท่านพระคุณเจ้าทั้งสอง และอาหารมื้อกลางวันของบรรดาชาวคณะในวันนั้น ได้จัดให้มีขึ้นบนยอดเขาวงพระจันทร์นั่นเอง

คณะพรหมศาสตร์ได้อยู่ชมบรรดาสิ่งสักการะทั้งหลาย และพักผ่อนอยู่บนยอดเขาจนกระทั่ง ๑๕.๐๐ น. ผ่านพ้นไป จึงมุ่งหน้าเดินทางลงสู่เชิงเขาเบื้องล่าง

๑๘.๐๐ น.เศษ จึงเข้าสู่ลานวัดเชิงเขา คืนนี้คณะพรหมศาสตร์คงพักหลับนอนอยู่ที่ศาลาหลังใหญ่อีกหนึ่งคืนด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และอ่อนเพลียไปตาม ๆ กัน


เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพด้วย
ชื่อผู้ตอบ
ย้อนกลับไปเว็บบอร์ด

© Copyright 2007-2012 www.Watdon.net All rights reserved.