กระดานข่าววัดดอน
   
0041 : จากคุณ พระอาจารย์   [61.90.28.147]   17 Feb 2011 - 17:37   [10 คำตอบ]

คติธรรมวันสงกรานต์


สงกรานต์  มีหลายคติ   มีทั้งด้านตำนาน   โหราศาสตร์      และคติธรรมที่แฝงอยู่

คำว่า "สงกรานต์" มาจากภาษาสันสฤกตว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขี้น ย่างขึ้น หรือก้าวขึ้น การย้ายที่ เคลื่อนที่ คือพระอาทิตย์ย่างขึ้น สู่ราศีใหม่ หมายถึงวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตกอยู่ในวันที่ 13, 14, 15 เมษายน ทุกปี แต่วันสงกรานต์นั้นคือ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เป็นวันเนา วันที่ 15 เป็นวันเถลิงศก

         

คติตามโหราศาสตร์

          สงกรานต์ ที่แปลว่า "ก้าวขึ้น" "ย่างขึ้น" นั้นหมายถึงการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ราศีใหม่ อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกเดือนที่เรียกว่า สงกรานต์เดือน แต่เมื่อครบ 12 เดือนแล้วย่างขึ้นราศีเมษอีกจัดเป็นสงกรานต์ปี ถือว่าเป็น วันขึ้นปีใหม่ทางสุริยคติ ในทางโหราศาสตร์

          มหาสงกรานต์ แปลว่า ก้าวขึ้นหรือย่างขึ้นครั้งใหญ่ หมายถึงสงกรานต์ปี คือปีใหม่อย่างเดียว กล่าวคือสงกรานต์หมายถึงได้ทั้งสงกรานต์เดือนและสงกรานต์ปี แต่มหาสงกรานต์ หมายถึง สงกรานต์ปีอย่างเดียว


1. พระอาจารย์     [61.90.28.147]     17 Feb 2011 - 17:38

วันเนา แปลว่า "วันอยู่" คำว่า "เนา" แปลว่า "อยู่" หมายความว่าเป็นวันถัดจากวันมหาสงกรานต์มา 1 วัน วันมหาสงกรานต์เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ย่างสู่ราศีตั้งต้นปีใหม่ วันเนาเป็นวันที่ดวงอาทิตย์เข้าที่เข้าทาง ในวันราศีตั้งต้นใหม่เรียบร้อยแล้ว คืออยู่ประจำที่แล้ว

          วันเถลิงศก แปลว่า "วันขึ้นศก" เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ การที่เปลี่ยนวันขึ้นศกใหม่มาเป็นวันที่ 3 ถัดจากวันมหาสงกรานต์ก็เพื่อให้หมดปัญหาว่าการย่างขึ้นสู่จุดเดิมสำหรับต้น ปีนั้นเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาเพราะอาจมีปัญหาติดพันเกี่ยวกับชั่วโมง นาที วินาที ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่จะเปลี่ยนศกถ้าเลื่อนวันเถลิงศกหรือวันขึ้นจุลศักราชใหม่มาเป็นวันที่ 3 ก็หมายความว่าอย่างน้อยดวงอาทิตย์ได้ก้าวเข้าสู่ราศีใหม่ไม่น้อยกว่า 1 องศา แล้วอาจจะย่างเข้าองศาที่ 2 หรือที่ 3 ก็ได้

          วัน สงกรานต์เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ซึ่งกษัตริย์สิงหศแห่งพม่า ทรงตั้งขึ้นเมื่อปีกุนวันอาทิตย์ พ.ศ. 1181 โดยกำหนดเอาดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษได้ 1 องศา ประกอบกับไทยเราเคยนิยมใช้จุลศักราช สงกรานต์จึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยอีกด้วย

 



         
ใน ปีแรกที่กำหนดเผอิญเป็นวันที่ 13 เมษายน ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่วันที่ 13 เมษายนทุกปี แต่เมื่อเป็นประเพณีก็จำเป็นต้องเอาวันนั้นทุกปี เพื่อมิให้การประกอบพิธีซึ่งมิได้รู้โดยละเอียดต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา วันที่ 13 จึงเป็นวันสงกรานต์ของทุกปี

          ปกติวันสงกรานต์จะมี 3 วัน คือเริ่มวันที่ 13 เมษายน ถึงวันที่ 15 เมษายน วันแรกคือวันที่ 13 เป็นวันมหาสงกราต์ วันที่พระอาทิตย์ต้องขึ้นสู่ราศีเมษ วันที่ 14 เป็นวันเนา (พระอาทิตย์คงอยู่ที 0 องศา) วันที่ 15 เป็นวันเถลิงศกใหม่ และเริ่มจุลศักราชในวันนี้ เมื่อก่อนจริงๆ มีถึง 4 วัน คือวันที่ 13-16 เป็นวันเนาเสีย 2 วัน (วันเนาเป็นวันอยู่เฉยๆ) เป็นวันว่างพักการงานนอกบ้านชั่วคราว 

         
จะเห็นได้ว่าวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึง พ.ศ. 2483 ทางราชการจึงได้เปลี่ยนไหม่ โดยกำหนดเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้เข้ากับหลักสากลที่นานาประเทศนิยมปฏิบัติ อย่างไรก็ตามแม้จะมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ประชาชนก็ยังยึดถือว่าวัน สงกรานต์มีความสำคัญ


2. พระอาจารย์     [61.90.28.147]     17 Feb 2011 - 17:40

คติทางตำนาน 

ตำนานของสงกรานต์นี้มีปรากฎในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพน โดยย่อว่า

มีบุตรของเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ ธรรมบาลกุมาร เป็นผู้ที่รู้ภาษานกแล้ว เรียนไตรเพทจบ

เมื่ออายุได้เจ็ดขวบ ได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่างๆ แก่มนุษย์ทั้งปวง

ซึ่งในขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหมและกบิลพรหมองค์หนึ่งว่า เป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง

เมื่อกบิลพรหมทราบ จึงลงมาถาม ปัญหาธรรมบาลกุมาร ๓ ข้อ สัญญาไว้ว่า

ถ้าแก้ปัญหาได้จะตัดศีรษะบูชา ถ้าแก้ไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ปัญหานั้นว่า

๑.เช้าราศีอยู่แห่งใด

๒.เที่ยงราศีอยู่แห่งใด

๓. ค่ำราศีอยู่แห่งใด

ครั้นล่วงไปได้ ๖ วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดไม่ได้ จึงลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาลสองต้น

มีนกอินทรีย์ ๒ ตัวผัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น ครั้งเวลาค่ำนกอินทรีย์คุยกันถึงคำเฉลยปัญหาว่า

เช้าราศีอยู่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีอยู่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก

เวลาค่ำราศีอยู่เท้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า


ครั้งรุ่งขึ้นธรรมบาลกุมารก็แก้ตามความที่ได้ยินมา ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกเทพธิดาทั้ง ๗ อันมาพร้อมกัน

แล้วบอกว่าจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ศีรษะนี้ถ้าจะตั้งไว้บนแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้ทั่วโลก

ถ้าจะทิ้งขึ้นบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งไว้ในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดนั้นเอาพานมารับศีรษะ

นางจึงเอาพานมารับพระเศียรบิดาไว้แล้ว แห่ทำประทักษิณ รอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที

แล้วก็เชิญประดิษฐานไว้ในมณฆปถ้ำคันธุลีเขาไกรลาศ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ

ครั้งถึงครบกำหนด ๓๖๕ วัน โลกสมมติว่า ปีหนึ่งเป็นสงกรานต์นางเทพธิดาเจ็ดองค์

จึงผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหม ออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วกลับไปเทวโลก




3. พระอาจารย์     [61.90.28.147]     17 Feb 2011 - 17:42

 

คติธรรม


หมายเหตุ มีอรรถาธิบายเกี่ยวกับนัยหรือคติธรรมเรื่องราศีของคน ราศีหมายถึงความสง่าหรือลักษณะดีงาม  ความก้าวหน้าของคนนั้น เวลาเช้าถือว่าราศีอยู่ที่ใบหน้า หมายถึง ปฐมวัยของชีวิตคนซึ่งจำต้องศึกษาศิลปวิทยาให้เป็นความรู้ประจำตัว จะได้เชิดหน้าชูตา เชิดชูวงศ์ตระกูล และทำให้มีหูตาสว่างไสวเพราะประกอบด้วยปัญญา   ในวัยเด็กหากขาดการศึกษาเล่าเรียน  ความดีงาม  ความรุ่งเรือง  ความเจริญ ก็จะหมองมัว  โอกาสที่จะรุ่งเรืองก็น้อย     นอกจากนี้เช้ายังหมายถึงการเริ่มต้นของการกระทำทุกอย่าง   การทำอะไรก็ตามก่อนที่จะทำสิ่งนั้นควรเรียนรู้ก่อน  เพื่อป้องกันคนวามผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น  ศึกษาให้ดี  รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะออกมาดี  การเริ่มต้นดวยดีย่อมมีไปกว่าครึ่ง  

ต่อมาเวลาสาย ราศีอยู่ที่อก หมายถึง มัชฌิมวัยของคน ซึ่งต้องประกอบอาชีพทำมาหากิน ต้องอาศัยการขวนขวายต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆในการครองชีวิต ต้องมีจิตใจเยือกเย็นและร่างกายแข็งแรง นอกจากต้องมีความฉลาดหรือปัญญาแล้ว ยังต้องมีความเฉลียวหรือสติ ได้แก่ความเยือกเย็น หรือความไม่ประมาทอีกด้วย  นอกจากนี้วัยนี้เป็นวัยทำงาน   การมีหน้าที่การงานทำถือว่าเป็นหน้าตาของคนวัยนี้  คนวัยนี้หากไม่มีงานทำ   ก็หมดสง่าราศี   ยิ่งงานเด่นเท่าไรก็ยิ่งดูมีสง่ายราศี   แต่การทำงานนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้   อิทธิบาทสี่   ฉันทะ   พอใจ  วิริยะ  ขยัน  จิตตะ มีความมุ่งมั่นเต็มที่    วิมังสา  ใส่ใจในรายระเอียดงาน   ตรวจสอบวางแผนการทำงาน   จะเห็นได้ว่างานกับใจต้องไปด้วยกัน  ใจต้องมั่นคงเยือกเย็นถึงทำงานได้    หรือขณะทำงานต้องทำอย่างมีสติ  มีสมาธิกับงาน   งานก็ออกมาดี  อุปมาเหมือนเอาน้ำลูบอกยามเที่ยง


4. พระอาจารย์     [61.90.28.147]     17 Feb 2011 - 17:44

เมื่อถึงเวลาเย็น ราศีไปอยู่ที่เท้า หมายถึง บุคคลในปัจฉิมวัย อันเป็นวันสุดท้ายของชีวิตจำต้องตระเตรียมให้เท้าซึ่งเปรียบเหมือนเครื่องเดินทางของ
ชีวิต เดินตามมรรคาอันสะอาดหมดจด จักได้นำไปสู่สุขคติเมื่อละอัตภาพจากโลกนี้ไป  ความงามของวัยสุดท้ายหรือวัยชรา  คือศีลธรรม  หรือจิตใจมีธรรม     คนเราเมื่อแก่แล้วไม่มีอะไรจะงาม  ร่างกายก็ร่วงโรยรา   ไม่มีส่วนไหนที่น่าดู   นอกจากจิตใจที่ดีงาม   จิตใจจะงดงามได้ต้องอาศัยธรรมชำระ   น้ำชำระกาย   ใจชำระด้วยธรรม

กล่าวสรุปได้ว่า ในวัยต้นของชีวิตคนจำต้องมีปัญญา คือความรู้เป็นสรณะ ในวัยกลางต้องมีสติเป็นสรณะ และในวัยสุดท้ายต้องมีธรรมเป็นสรณะ เพราะธรรมเปรียบดุจน้ำที่จะชำระล้างความโสมม คือกิเลสให้เบาบางไปจากใจโดยการทำบุญให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา


5. พระอาจารย์     [61.90.28.147]     17 Feb 2011 - 17:45

เศียรท้าวกบิลพรหม

                เศียรท้าวกบิลพรหมที่ต้องประดิษฐานไว้ให้จงดี มิให้ตกต่ำนั้นเป็นปริศนาหมายถึงว่า เศียรพรหมมี๔พักตร์ หมายถึงความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คือพรหมวิหาร๔ อันเป็นธรรมของบิดามารดาหรือผู้ใหญ่ผู้ปกครองมนุษย์จะต้องรักษาประคับประคองไว้ให้จง
ดี มิให้ตกต่ำลงไปจากหัวใจมนุษย์
ถ้าปล่อยให้เศียรพรหม คือพรหมวิหาร๔ นี้ตกลงไป หรือหายไปจากจิตใจของมนุษย์แล้ว โลกก็จะร้อนระอุลุกเป็นไฟบรรลัยกัลป์ทันที มหาสมุทรอันประกอบด้วยน้ำ เปรียบประดุจความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไพศาล ก็จะเหือดแห้งกันดาร กลายจากทะเลทรายไปในพริบตา

การที่ท้าวกบิลพรหม ตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาร แสดงถึง การรักษาความสัตย์ยิ่งกว่าชีวิต ดูความหมายของชื่อที่คนโบราณตั้งดู คำว่า กบิล แปลว่า ระเบียบแบบแผน
คำว่า พรหม หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ และหมายถึง พรหมวิหาร๔ รวมแล้วคือ พรหมวิหาร๔เป็นแบบแผนที่ใช้ในการปกครองสำหรับผู้ใหญ่


6. พระอาจารย์     [61.90.28.147]     17 Feb 2011 - 17:47

คำว่า ธรรมบาล หมายถึง ผู้มีธรรมรักษา
การตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาร หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ต้องยอมสละชีพเพื่อรักษาธรรม

แต่ในบัดนี้จะมีสักกี่คนที่พึงเข้าใจถึงปริศนาธรรมอันคนโบราณ ได้ผูกไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ตีความออก กลับคิดเห็นเป็นเรื่องเหลวไหลไปเสียอีก จึงขอฝากเป็นความรู้ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

สงกราต์-สรงน้ำพระ  -รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่

น้ำสื่ออะไร

เอกลักษณ์ของน้ำ      มีความยุติธรรม  มีธรรมชาติเย็นชุ่ม  ไม่ว่ายากดีมีจนดื่มก็สดชื่นเหมือนกันหมด       ไม่เคยเลือกว่าคนจนดื่มแล้วรู้สึกอีกอย่าง   คนรวยดื่มรู้สึกอีกอย่าง        ไม่มีความแตกแยกประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตลอด  ไม่ว่าจะเอามีกรีดน้ำ  ก็เป็นรอยวูบเดียวแล้วเชื่อมกันเป็นเนื้อเดียวกัน   เชื่อมประสานสิ่งต่างให้เข้ากันเกาะกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน    วัตถุใดก็ตามล้วนมีน้ำเป็นตัวประสานถึงเกาะกันได้ใช้ประโยชน์ดี    แผ่นดินหากไร้น้ำก็แห้งแล้วปลูกอะไรก็ไม่ได้     ไม่มีอะไรที่จะขึ้นในดินที่ไม่มีน้ำ    ปรับตัวเข้ากับทุกอย่างได้  ใส่ขวดก็เป็นรูปขวด     ไม่จะรูปทรงอะไร  เมื่ออยู่กับสิ่งนั้นก็ปรับไปตามรูปทรงนั้น  ปรับตัวเข้าหาสิ่งนั้นได้อย่างสนิท

 

คนโบราณจึงใช้น้ำเป็นสัญญาลักษณ์ของการทำความดีงาม  ความร่มเย็น  ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

การสรงน้ำกัน  ปริศนาธรรมที่แฝงอยู่  ก็คือการส่ง  ความดีงาม  ความร่มเย็น  ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นเอง   ธรรมที่แฝงอยู่ก็มี   ก็คือธรรมที่ทำให้คนเรารักกัน   ได้แก่   ทาน  การให้   ปิยวาจา  พูดจาอ่อนหวาน    อัตถจริยา  ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์    สมานัตตตา   เสมอต้นเสมอปลายในความดี

 


7. --     [183.89.243.12]     18 Feb 2011 - 18:45

ขอบคุณค่ะ พระอาจารย์

8. เด็กดี๊เด็กดี :)     [125.24.135.225]     20 Feb 2011 - 10:14

ขอบคุณค่ะ พระอาจารย์

9. ST     [125.24.115.56]     24 Feb 2011 - 11:45

ขอบคุณค่ะพระอาจารย์

10. สองล้อ     [118.172.188.6]     14 Apr 2011 - 12:12

สาธุ.......

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพด้วย
ชื่อผู้ตอบ
ย้อนกลับไปเว็บบอร์ด

© Copyright 2007-2012 www.Watdon.net All rights reserved.