สัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์จริงหรือ

13 มิ.ย.52 14:01 น. ผู้ชมจำนวน 2976

สัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์จริงหรือ?

ปัจจุบันการแพทย์และนักวิชาการสมัยใหม่ได้พบข้อพิสูจน์มากมาย ยืนยันว่า “เนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารของมนุษย์” และ “มนุษย์ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อโดยธรรมชาติ” (รายละเอียดศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “อาหารธรรมชาติ” โดย ศิริชัย ค้าดี)

ธรรมชาติไม่ได้สร้างสัตว์มาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ เมื่อมนุษย์กินเนื้อสัตว์จึงเป็นการฝืนธรรมชาติ ธรรมชาติก็สะท้อนกลับมาเป็นผลร้าย เราจะเห็นคนที่ชอบกินเนื้อมาก ๆ ล้วนมีพฤติกรรมก้าวร้าว มีนิสัยชอบความรุนแรง ชอบรบราฆ่าฟัน

โดยธรรมชาติสัตว์ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด แต่เมื่อเกิดอุทกภัยน้ำท่วม สัตว์ทั้งหลายที่มาอาศัยเกาะอยู่บนขอนไม้ลอยน้ำท่อนเดียวกัน ในบรรดาสัตว์ที่เป็นศัตรูกัน หรือเป็นอาหารกันโดยธรรมชาติ เช่น แมวกับหนู งูกับพังพอน หรือเสือกับกวาง เวลานั้นสัตว์เหล่านี้จะไม่ต่อสู้ทำร้ายกันเลยแม้ว่ากำลังหิวเพราะต่างรู้ดีว่าหากทำเช่นนั้นแล้ว ทุกตัวก็จะต้องจมน้ำตายกันหมดไม่มีใครรอดชีวิต

แต่มีสัตว์อย่างเดียวเท่านั้นในโลกนี้ที่ยังจะต่อสู้กันโดยที่ตัวเองต่างก็กำลังตกอยู่ในอันตรายด้วยกันทั้งคู่ สัตว์โลกดังกล่าวก็คือ “คน” คนเราสามารถต่อสู้กันเองทั้ง ๆ ที่ท้องไม่หิว และมิใช่เพื่อความอยู่รอด แต่เพราะความโกรธ เกลียด ริษยา อาฆาต การกระทำเช่นนี้คนจึงโง่กว่าสัตว์ทั้งหลาย

เท่าที่ปรากฎ ไม่เคยมีสัตว์ชนิดใดรวมพรรคพวกพี่น้องไปฆ่าสัตว์โลกชนิดเดียวกันในต่างแดนเหมือนอย่างที่คนกระทำ มีแต่คนเท่านั้นที่คอยมุ่งทำสงครามทำลายล้างผลาญซึ่งกันและกันในแง่นี้คนจึง “บ้า” และมีวิจารณญาณที่ต่ำกว่าสัตว์

ไม่เป็นการยุติธรรมเลยที่มนุษย์ซึ่งเชื่อว่าตนมีปัญญาสูงกว่าสัตว์มากมายกลับไปเอาเปรียบสัตว์ที่น่าสงสาร

คำว่า “สัตว์ใหญ่ย่อมกินสัตว์เล็ก” นั้นเป็นคำที่ใช่สำหรับสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น แต่มนุษย์ผู้ยกย่องตัวว่าประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลายจะนำคำพูดนี้มาใช้กับตนเอง สมควรหรือ?

การถืออำนาจบาตรใหญ่ไม่ใช่ความถูกต้อง มนุษย์มีปัญญาสามารถรู้ถึงความควรไม่ควร ย่อมหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่สมควรกระทำได้ ดังนั้นเราควรรู้จักกินในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดโทษเกิดทุกข์ทั้งต่อตนเองและสัตว์ทั้งหลาย

เราไม่กินเนื้อเขาเลย เราก็ไม่ตาย แต่ถ้าเรากินเลือดกินเนื้อสัตว์ เขาก็ต้องตาย และจะตายกันอีกมากมายสุดนับคณาไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะจบชีวิตของตนลง


มนุษย์พูดเข้าข้างตัวเองแต่ฝ่ายเดียว สัตว์พูดไม่ได้ โต้เถียงไม่ได้ แต่เขาก็รู้จักรักชีวิตรู้จักกลัวตายเช่นเดียวกับมนุษย์ คนมักพูดเอาเองว่า สัตว์เป็นอาหารของตน เสือ สิงโต ก็ถือว่ามนุษย์เป็นอาหารของมันแต่ไม่เห็นมีใครยอมให้ตัวเองเป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้นเลย ทุกคนต่างต่อสู้ดิ้นรน ขัดขืนจนสุดกำลัง เพื่อหนีตายเอาชีวิตรอด

สัตว์ที่จะถูกฆ่าต่างรักตัวกลัวตาย แม้ไม่อาจพูดวิงวอน เขาทำได้ก็แต่หลั่งน้ำตาให้คนเห็น ผู้ประพฤติธรรมย่อมรู้ดีว่า “สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนเป็นจิตวิญญาณ เช่นเดียวกันกับมนุษย์ หากแต่ด้วยบาปกรรมที่เขาเคยก่อไว้เป็นเหตุให้ต้องไปเกิดในร่างที่เป็นสัตว์ต่าง ๆ เพื่อชดใช้หนี้สินเวรกรรมของตนจนกว่าจะหมด”

บาปกรรมที่เขาต้องไปเกิดเป็นสัตว์นั่นก็เป็นโทษทัณฑ์ที่ทุกข์ยากลำบากน่าเวทนาพออยู่แล้ว ผู้ที่เกิดมาได้ร่างเป็นมนุษย์จึงไม่สมควรที่จะไปเบียดเบียนเข่นฆ่าสัตว์เป็นการซ้ำเติมเคราะห์กรรมที่เขาได้รับให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นไปอีก



ไม่ได้ฆ่าสัตว์แต่กินเนื้อสัตว์เป็นความผิดบาปไหม?

ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตต่างรู้อยู่แก่ใจดีแล้วว่าเป็นบาปมหันต์ แต่ก็หาได้เกรงกลัวต่อเวรกรรมที่ต้องชดใช้ไม่ เพราะถูกความมืดบอด ความโลภ ความหลงเข้าครอบงำ คนทั้งหลายจึงไม่ยอมรับว่า “การกินเนื้อเป็นความผิด”

กฎธรรมดาเมื่อมีการกินก็ต้องมีการฆ่า เพราะสัตว์ทุกตัวมีชีวิตเป็น ๆ เมื่อจะกินจึงต้องถูกนำไปฆ่าให้ตายก่อน การกินโดยไม่มีการฆ่านั้นไม่มีเลยในโลกนี้ “กินสัตว์กับฆ่าสัตว์” เป็นของคู่กัน ถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่า “คนกิน” และ “คนฆ่า” จึงมีความผิดเท่ากันเหมือนมือซ้ายกับมือขวาที่อยู่ในคน ๆ เดียวกัน หากมือขวาไปฆ่าใคร เมื่อถูกจับเขาก็ต้องถูกจับใส่กุญแจมือทั้ง ๒ ข้างจะโต้แย้งว่ามือซ้ายไม่ผิดเพราะไม่ได้ฆ่าไม่ยอมให้จับไปด้วยย่อมเป็นไปไม่ได้

หากคนใดคนหนึ่งไม่ได้ลงมือฆ่าเองแต่ใช้ให้ผู้อื่นลงมือฆ่าแทนเมื่อศาลพิพากษาโทษก็ต้องตัดสินให้ทั้ง ๒ มีความผิดร่วมกันโทษฐาน “สมรู้ร่วมคิด” ฆ่าผู้อื่นเพราะทั้งคนฆ่าและคนกินได้ประโยชน์ร่วมกัน คนฆ่าก็หวังได้เงิน คนกินก็ได้อิ่มอร่อยกับเนื้อของสัตว์ที่ตาย

เหตุกับผลย่อมเป็นของคู่กันแยกไม่ออก ทำเหตุดีย่อมได้รับผลดี ทำเหตุชั่วย่อมได้รับผลชั่ว การกินเลือดกินเนื้อของผู้อื่นที่เขาไม่ยินยอมทำให้เขาต้องได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเป็นเหตุดีหรือชั่ว? ผู้มีปัญญาควรไตร่ตรองวินิจฉัยดูให้ชัดแจ้ง

บาปคืออะไร? การกระทำใดก็ตามที่ทำลงไปแล้วก่อให้เกิดโทษเกิดทุกข์แก่ตัวเองและผู้อื่นเรียกว่า “บาป” การกินเนื้อสัตว์ทำให้เกิดทุกข์แก่ตัวเองและสัตว์ทั้งหลายเพราะฉะนั้นการกินเนื้อสัตว์จึงเป็นบาป

คำโบราณที่พูดกันติดปากว่า “บาปอยู่กับคนทำ กรรมอยู่กับคนกิน” น่าจะเป็นคำกล่าวที่คอยตอกย้ำให้เราจดจำไว้เสมอว่า “ใครก็ตามให้ผู้อื่นสร้างบาปด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อตนแล้วผู้นั้นก็ต้องได้รับผลกรรมจากการฆ่านั้นด้วย”

การกินเนื้อเป็นการส่งเสริมให้เขาฆ่า ร้านอาหารที่ขายเนื้อสัตว์ยิ่งคนกินมาก คนขายก็สั่งฆ่าสัตว์มากขึ้น ในวันสำคัญทางศาสนาเพียงวันเดียวเนื้อสัตว์ขายไม่ดี ทำให้สัตว์ตายน้อยลงเป็นพันเป็นหมื่นตัว ชีวิตจึงมีโอกาสอยู่รอดไปได้อีกวันหนึ่ง หากทุกคนงดเว้นเนื้อสัตว์ได้ทุก ๆ วัน ไม่เฉพาะวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น สัตว์จำนวนมากมายมหาศาลก็จะมีอายุยืนยาวตลอดไปไม่ต้องถูกฆ่าตาย ทำได้เช่นนี้...คิดดูเถิดว่าจะเป็นมหากุศลสูงส่งเพียงใด

“หนึ่งมื้อกินเจ หมื่นชีวิตรอดตาย”

ถ้าทุกคนพร้อมใจกันงดเว้นเนื้อสัตว์หันมากินเจแม้เพียงคนละ ๑ มื้อ สัตว์จำนวนนับพันนับหมื่นนับแสนชีวิตก็จะรอดตาย อย่าได้มองข้ามมหากุศลของการกินเจเพียงมื้อเดียว

หัวข้ออื่นๆ

ความหมายของคำว่า “เจ”ประวัติการกินเจเดือนเก้าจีนข้อควรปฏิบัติในการกินเจคุณประโยชน์จากการกินเจหลักธรรมในการกินเจอานิสงส์ของการไม่กินเนื้อสัตว์ สัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์จริงหรือ

© Copyright 2007-2012 www.Watdon.net All rights reserved.