ประวัติการกินเจเดือนเก้าจีน

13 มิ.ย.52 14:00 น. ผู้ชมจำนวน 4405

ประวัติการกินเจเดือนเก้าจีน (เก้าอ๊วงเจ)

พิธีการกินเจเดือนเก้า หรือ เทศกาลกินเจ กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มตั้งแต่ วันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตามปฏิทินจีนทุกปี รวม ๙ วัน ๙ คืน

ในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีอรรถาอธิบายว่า “เป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการะบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล ๗ พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์ รวมเป็น ๙ พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ อันมีพระอาทิตย์, พระจันทร์, ดาวพระอังคาร, ดาวพระพุธ, ดาวพระพฤหัสบดี, ดาวพระศุกร์, ดาวพระเสาร์, พระราหู และพระเกตุ

ในพิธีกรรมสักการะบูชา พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์นี้ สาธุชนในพุทธศาสนาต่างจะพากันสละเวลาและละกิจทางโลกมาบำเพ็ญศีลตั้งปณธานกินเจ บริโภคแต่อาหารผักและผลไม้ งดเว้นอาหารเนื้อของสดคาว ด้วยการสมาทานรักษาศีล ๓ ข้อ กล่าวคือ
๑. เว้นจาการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตตน
๒. เว้นจากการเอาเลือดของสัตว์มาเพิ่มเลือดตน
๓. เว้นจากการเอาเนื้อของสัตว์มาเป็นเนื้อตน

เพื่อซักฟอกมลทินออกจากร่างกาย วาจาและจิตใจต่างสวมเสื้อผ้าสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากจุดด่างพร้อยพากันเดินทางสู่วัดวาอารามพร้อมด้วยดอกไม้ ธูปและเทียน ไปนมัสการน้อมบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ อีกทั้งพระมหาโพธิสัตว์ ๒ พระองค์ พร้อมจัดหาเครื่องกระดาษทำเป็นรูปเครื่องทรง เสื้อผ้า หมวก รองเท้า กระดาษเงิน กระดาษทองต่าง ๆ ไปน้อมถวายเป็นเครื่องสักการะเพื่อเป็นกุศลสมาทาน (ในอดีตจำเดิมแท้นั้นจะนำเอาวัตถุสิ่งของ เครื่องใช้ปัจจัย ๔ นำไปถวายนักบวช พระ เณร ผู้ทรงศีลและแจกทานด้วยเสื้อผ้าเงินทองที่เป็นของจริง ๆ แก่คนทุกข์คนยากจน ภายหลังด้วยความไม่เที่ยงของอุปาทาน กาลเวลาปรพเพณีผันแปรไปกลายมาใช้กระดาษแทนของจริงนับเป็นโมหะกรรมของมนุษย์เอง) หลังจากนั้นจะร่วมกันสวดมนต์ทำสมาธิภาวนาแผ่เมตตาจิตขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเจริญสมบูรณ์พูนสุขแก่ตนเองและครอบครัวทุกคน



เบื้องต้นแห่งพิธีกรรม “เก้าอ๊วงเจ” (กินเจเดือนเก้า)

มีอรรถกล่าวไว้ดังนี้

ในกาลครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู ณ สีวาลัยรัตนสถาน มีบรรดาพระมหาโพธิสัตว์ ท้าวมหาพรหม ท้าวสักกะ เทพเจ้า ยักษ์ นาค คนธรรพ์ กินนร ฯลฯ ได้พากันมาเฝ้าพระพุทธองค์ ในขณะนั้นพระมัญชุศรีมหาโพธิสัตว์ ได้ทูลถามต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันพระเทพสัตตเคราะห์ ๗ องค์ ได้มีกุศลสะสมมาอย่างไรกับมีปัจจัยเหตุอย่างไร? จึงได้เสวยทิพยผลอันรุ่งเรืองเพรียบพร้อมไปด้วยยศและอำนาจในเทวภพนี้”

สมเด็จพระบรมศาสดาจึงมีพระพุทธดำรัสตอบว่า

“ดูกร....มัญชุศรี อันดาวเทพสัตตเคราะห์ทั้ง ๗ นั้น แท้จริงเป็นพระอวตารภาพแห่งอดีตพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ทรงแบ่งภาคมาแสดงให้ปรากฏ กับพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์ ก็แบ่งภาคมาเป็นดาวพระราหูและดาวพระเกตุรวมเป็นดาวพระเคราะห์ทั้ง ๙ ฉะนั้นจึงสมบูรณ์ด้วยอลังการยศ และอำนาจอันไม่มีปริมาณเห็นปานฉะนี้”

พระพุทธเจ้าทั้ง ๗ และพระมหาโพธิสัตว์ทั้ง ๒ ทรงตั้งพระปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งพระภาคมาเป็นเทพเจ้า ๙ พระองค์

เทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์นี้ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์ บริหารธาตุทั้ง ๕ ในจักรวาล ได้แก่ ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, ธาตุลม และธาตุทอง ทั่วพิภพน้อยใหญ่ทุกสารทิศจึงทรงแบ่งพระภาคต่อจากนี้อีกวาระหนึ่งเป็นดาวนพเคราะห์

(ดาวพระเคราะห์ทั้ง ๙ ดวง) ดังต่อไปนี้
๑. พระอาทิตย์
๒. พระจันทร์
๓. ดาวพระอังคาร
๔. ดาวพระพุธ
๕. ดาวพระพฤหัสบดี
๖. ดาวพระศุกร์
๗. ดาวพระเสาร์
๘. พระราหู
๙. พระเกตุ

เทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์ทรงเครื่องทรงอย่างแบบพระมหากษัตริย์ ประชาชนจึงถวายพระนามว่า “เก้าอ๊วง” หรือ “กิวอ๊วง” แปลว่า “นพราชา” (อธิบายความตามหลักนักโหราศาสตร์)

กำหนดเวลาทุก ๆ ปีของวันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตามจันทรคติ (ฝ่ายจีน) เทพเจ้าประจำดาวเคราะห์ ต่างองค์จะทรงผลัดเปลี่ยนกันลงมาตรวจโลกทั้งกลางวันและกลางคืน บุคคลใดมีความประพฤติตั้งอยู่ใน กุศลกรรมวิถี (บุญ) ก็จักทรงประทานพรอำนวยความสมบูรณ์พูนสุขให้ หากบุคคลใดมีความประพฤติในอกุศลกรรมวิถี (บาป) ก็จักทรงลงโทษทัณฑ์ตามโทษานุโทษ

เทพเจ้าแห่งดาวนพเคราะห์ ทรงพระคุณแก่โลกเป็นอเนกประการเฉพาะอย่างยิ่ง เบญจธาตุทั้ง ๕ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และธาตุทอง ที่พระองค์ทรงประทานไว้ให้แต่ละอย่างเป็นของจำเป็นในสรรพสังขารอันไม่มีจำกัด รวมทั้งมนุษย์ สัตว์ทุกชนิด ต้นไม้ ฯลฯ

มนุษย์ หากไม่มีธาตุลม ก็ถึงแก่ความตาย
มัจฉาชาติ ถ้าหากไร้ธาตุน้ำเป็นที่อยู่อาศัย ก็ต้องตาย
พฤกษาชาติ ถ้าหากหมดธาตุดิน ก็อับเฉา กิ่งใบแห้งตาย
สัตว์โลก ถ้าหากสูญสิ้นธาตุไฟในร่างกาย ก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้
เศรษฐกิจการค้า อันเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งของมนุษย์ทั่วโลกในสมัยปัจจุบัน ถ้าหากขาดธาตุทองก็ไม่สามารถดำเนินกิจการให้ลุล่วงไปได้

ปวงสัตว์โลกไม่เลือกว่าจะมาจาก
๑. อุปปาติกกำเนิด เกิดขึ้นเอง
๒. ชลาพุชะกำเนิด เกิดจากครรภ์ (มดลูก)
๓. อัณฑชะกำเนิด เกิดเป็นฟองไข่ แล้วจึงเกิดเป็นตัว
๔. สังเสทธะกำเนิด เกิดในไคลที่ชื้นและที่หมักหมมเน่าเปื่อย

รวมทั้งอุปาทินนกสังขาร สังขารที่มีใจครอง
อนุปาทินนกสังขาร สังขารที่ไม่มีใจครอง
ก็ล้วนอยู่ภายใต้การบัญชาของเทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์ทั้งสิ้น

เทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์นี้ ทรงน้ำพระทัยเปี่ยมไปด้วยพระเมตตาคุณ ทรงควบคุมดาวนพเคราะห์ให้เดินตามวิถีโคจรด้วยความบริบูรณ์ ทั้งทรงธรรมเนตรสอดส่องควบคุมทุกข์สุขของสัตว์โลกเสมอมา

ในลัทธิมหายาน ยังมีอรรถกล่าวอธิบายว่า

“ดาวพระเคราะห์ทั้ง ๙ นี้ ต่างกระทำการในหน้าที่หมุนเวียนธาตุทั้ง ๕ ให้แก่โลกมนุษย์นับเป็นเวลาหลายล้านปีมาโดยมิได้หยุดพักเลย ก็เนื่องด้วยพระองค์ทรงบัญชาบริรักษ์ควบคุมอยู่ และทรงเล็งทิพยญาณว่า ถ้าหากดวงดาวนพเคราะห์จะหยุดพักแม้เพียงขณะหนึ่งเล็กน้อยเท่านั้น ก็จะเกิดมหันตภัยใหญ่หลวงสุดจะประมาณได้ โรคมนุษย์ก็จะถึงซึ่งความพินาศ สลายลง มนุษย์กับสัตว์โลกจะตายหมด จะไม่มีแม้แต่ละอองธุลีของสังขารเหลืออยู่อีกเลย”

อันพิธีกรรมบูชาดาวนพเคราะห์นั้น นับว่ามีอานิสงส์มากมาย ทั้งเป็นกรรมคติและเกิดธรรมนิมิตรสู่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายให้ได้มีโอกาสกระทำวิสาสะกัน ในยามที่ต่างคนต่างมีจิตเบิกบานผ่องแผ้วถือศีล กินเจ นุ่งขาวห่มขาวอันเป็นปัจจัยเตือนตนเองให้สำนึกว่าตนเป็นคนบริสุทธิ์ขาวสะอาดทั้งกาย วาจา และใจอยู่ในศีลธรรมและความสามัคคีธรรม พร้อมอยู่แล้วที่จะให้อภัยอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ร่วมกันน้อมนมัสการเทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์นี้เป็นการแสดงความเคารพในพระเมตตากรุณาธิคุณ และเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียวกันในการถวายเครื่องสักการะบูชาแก่พระองค์ทั้ง ๙ เป็นการบูชาพระเมตตาคุณที่ทรงไว้ซึ่งธาตุทั้ง ๕ ให้แก่โลกทุกโลกสามารถดำรงอยู่ตามจักรราศียั่งยืนตลอดมา แล้วจึงพร้อมจิตพร้อมใจกันน้อมขอพระกรุณาธิคุณได้โปรดประทานพระพรให้อยู่เย็นเป็นสุข

พิธีกรรมถือศีลกินเจ ไม่เสพเนื้อสัตว์ และการบูชาดาวนพเคราะห์ทำบุญแจกทานแก่คนทุกข์คนยากจนนี้เป็นที่นิยมกันมาแต่โบราณกาล การถือศีลกินเจเดือนเก้าเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ได้แผ่เมตตากรุณาจิตช่วยปลดปล่อยชีวิตสัตว์ให้รอดตายได้จริง ๆ แม้จะเป็นระยะเวลาเพียง ๙ วัน ๙ คืน ก็นับว่าเป็นปฐมเหตุ ให้ดวงจิตได้รับเมล็ดพันธุ์แห่งมหากรุณาธรรมบารมี เพื่อสักวันหนึ่งในภายหน้ายังมีโอกาสจำเริญงอกงามขึ้นจนถึงขั้นบรรลุมรรคผลได้ในที่สุด

มีสาธุชนจำนวนมากที่ได้รับอานิสงส์จากการถือศีลกินเจเพียง ๙ วัน ๙ คืน ทั้งทางร่างกายและจิตใจสามารถสัมผัสรู้ได้ด้วยตนเอง จึงถือเอาโอกาสอันดีนี้เป็นนิมิตหมายตัดสินใจตั้งปณิธานเลิกกินเนื้อสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นไปจนตลอดชีวิต

ประเพณีกินเจเดือนเก้านับเป็นประเพณีที่ศักดิ์สิทธิ์และควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงไว้เป็นมรดกสืบทอดต่อไปตราบนานเท่านาน

หัวข้ออื่นๆ

ความหมายของคำว่า “เจ”ประวัติการกินเจเดือนเก้าจีนข้อควรปฏิบัติในการกินเจคุณประโยชน์จากการกินเจหลักธรรมในการกินเจอานิสงส์ของการไม่กินเนื้อสัตว์ สัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์จริงหรือ

© Copyright 2007-2012 www.Watdon.net All rights reserved.